Welcome, Guest. Please login or register.
September 10, 2010, 08:32:51 pm
Home Help Search Login Register
News: SMF - Just Installed!

+  Thailand Medical Technology & Academics.
|-+  ปรึกษาปัญหาวิชาการ
| |-+  ปรึกษาปัญหา วิชาการ (Moderator: mmk)
| | |-+  ขอคำปรึกษาเรื่อง การตรวจ ANTI-HIV
« previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: ขอคำปรึกษาเรื่อง การตรวจ ANTI-HIV  (Read 2320 times)
mt_rsu45
Newbie
*
Posts: 5


View Profile
« on: January 07, 2010, 03:07:55 pm »

เนื่องจากทางรพ.ดิฉันนั้น ตรวจ HIV โดยใช้ Strip ถ้าผลบวก ก็จะยืนยัน อีก สองวิธี
แต่มีปัญหาว่า คนไข้ยืนยันว่า ไม่เคยมีประวัติ และไม่มีภาวะเสี่ยง แต่ผลการตรวจเป็นดังนี้
 1. bioline hiv positive
 2. double check <EIA> positive
 3. gpa positive
หมอจึงส่งตรวจ CD4 VIRAL LOAD  แล้ว CD4 ปกติ Viral laod ก็ปกติ
รบกวนช่วย consult ด้วยนะคะ ...ขอบคุณคะ
Logged
TomExSpecial
Newbie
*
Posts: 7


View Profile
« Reply #1 on: January 13, 2010, 10:03:08 am »

  ข้อมูลที่ให้น้อยไปหน่อย ไม่ทราบว่า HIV viral load ปกติคือไม่พบใช่หรือไม่
แล้วการตรวจยืนยันวิธีที่2 กับ 3 ได้ทำการเจาะเลือดคนไข้ซ้ำอีกครั้งหรือไม่
ปัญหาที่พบก็คือไม่มีวิธีการตรวจ Anti HIV ที่มี Specific = 100% จริงๆ
เท่าที่เห็นทั้ง 3 ยี่ห้อที่ใช้ เป็นพวก Screening ที่เน้น Sensitivity มากกว่า
อยากให้หาวิธีการตรวจที่น่าเชื่อถือกว่านี้ เช่น ELISA มาเป็นการยืนยัน หรือส่ง
ตรวจ Anti HIVที่อื่นเทียบกัน หรือจะส่งตรวจ Western blot เลยก็น่าจะดี
และควรมีการทำ EQC ของกรมวิทย์ด้วย น่าจะช่วยให้ผลการตรวจน่าเชื่อถือมากขึ้น
คนตรวจก็สบายใจ เพราะเรื่อง HIV เป็นเรื่องคอขาดบาดตายเลยทีเดียว
Logged
isccy
Newbie
*
Posts: 46


View Profile
« Reply #2 on: January 18, 2010, 03:52:09 pm »

repeated specimen โดยระบุว่าเป็น second specimen
นัดมาเจาะอีกครั้ง หลังจากนี้ 6 เดือน

แต่ตอนทำ lab ต้องแน่ใจนะว่า centrifuge ไม่มีปัญหา ปั่นเลือดครบเวลา จน serum แยกออกจาก plasma ชัดเจน

HIV viral load ไม่ได้ใช้เป็น Dx นะ คือ ไม่รับประกันอยู่แล้วว่า pos หมายถึงติดเชื้อ ส่วน neg หมายถึงไม่ติดเชื้อ
CD4+ ถ้าเพิ่งติดก็คงไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง

ถ้าปั่น serum ไม่ดี จะเกิด false post ได้นะ
Logged
sakura
Newbie
*
Posts: 10


*+NoRmAl PeRsOn+*


View Profile WWW
« Reply #3 on: February 17, 2010, 06:04:03 pm »

อันนี้เคยได้ยินมาจาก sale บริษัทที่ขาย test
เขาบอกว่า ตอนนี้สาธารณสุขกำหนดทั้ง sensitivity และ specificity ของ test Anti - HIV แล้ว
เพราะอย่างที่คุณ TomExSpecial ว่าค่ะ .. เรื่อง HIV เป็นเรื่องคอขาดบาดตายเลยทีเดียว

เคยเจอการ Positive จากกลุ่ม ICA ค่ะ แต่ไม่เข้มมาก
พอทำ ELISA แล้ว Negative แบบ 0.0 เลยค่ะ
คนไข้ HBs Ag (+) ด้วยค่าที่สูง
เป็นไปได้หรือไม่คะ .. ที่ False positive นั้นมาจาก HBs Ag ??


^^
Logged
mtbannork
Newbie
*
Posts: 4


View Profile
« Reply #4 on: March 12, 2010, 11:49:56 am »

1. bioline hiv positive
 2. double check <EIA> positive
 3. gpa positive

จะเห็นว่า ไม่ควร เอา rapid วิธีข้อที่ 1 กับ 2 มาใช้ซ้ำวิธีกัน
สำหรับวิธีข้อที่1 ควรเป็น ELISA หรือ Chemilu หรือ MEIA จะดีกว่า
กรณีเเบบนี้ อ่านผลเป็น reactive ครับ ไม่ใช่ Positive
เพราะ positive ควรสรุปเมื่อใช้หลักการเเตกต่าง ของน้ำยาที่เลือกส่วนเเอนติเจน HIV มาเครียมน้ำยาที่เเตกต่างกัน เเล้วนำมาสัก 3 วิธี
หากผลคนไข้ได้ผล reactive ตรงกันหมด 3 วิธี ดังกล่าวเเล้ว
จึงจะสรุปเป็น positive
กรณีข้างต้น รายงานได้เเค่ reactive
เพราะเป็นการป้องกันความผิดพลาด ในการฟ้องร้องตามกฏหมาย
เพราะผล reactive แปลว่า มีปฏิกิริยาที่เกิดในการทดลอง
เเต่ การบอก Positive เป็นว่า คนๆ นั้น มีเชื้อเเน่นอน ในเลือดของเขา
ความหมายต่างกันน่ะครับ
ต้องเลือกใช้ให้ถูกครับ

Logged
mtbannork
Newbie
*
Posts: 4


View Profile
« Reply #5 on: March 12, 2010, 11:58:53 am »

ส่วนการตรวจ CD4 กับ Vl
เป็น การตรวจที่ห้ามนำมา วินิจฉัย เลือดบวก เลือดลบ เอชไอวีเด็ดขาด

รายการสองอย่างนี้
ใช้ตรวจเชิงปริมาณ เพื่อให้คนติดเชื้อ ประเมินประสิทธิผล ของยาต้านไวรัส
หรือ การตัดสินใจกินยาต้าน
หากค่า Absolute CD4 น้อยกว่า 200 ก็เริ่มกินยาต้านได้
ส่วนค่า VL จะบอกว่า มียีนดื้อยาเกิดเเล้วหรือยังในร่างกายคนติดเชื้อ
หากค่า VL ต่ำกว่า 40 หรือ 50 copies /ml เเสดงว่า ยังควบคุมปริมาณเชื้อได้ดี
ไม่อยู่ในระยะที่อันตราย
เเต่ถ้าค่าสูงๆ เช่น 20000  20000  หรือล้านๆ ขึ้นไป
นั่นต้องหาสาเหตุเเล้วว่า
 1. ไวรัสมียีนที่ดื้อยาต้าน เเละหลบกลไกยาได้
 2. ยาสูตรเดิมที่กิน เริ่มจะใช้ไม่ได้ผลเเล้ว แพทย์จะเปลี่ยนไปใช้สูตรอื่นๆเเทน
 3. พิจารณาตัวเอง ในการตรวจ HIV Drug resistance gene ด้วยการ ถอดรหัสลำดับเบส เเล้วนำไปวิเคราะห์ในฐานข้อมูลวิจัย
ที่ทำเรื่องยีนดื้อยาไวรัสเอขไอวี ระบบนี้ ใช้กันทาง online ที่จะ update จากวงการวิจัยยีนดื้อยาเอดส์ของทั่วโลก เเล้วเเต่จะใช้ของสำนักไหน
เช่น stanford   REGA  เป็นต้น

ระยะเเรกๆที่รับเชื้อมาไม่ถึง 7-10 ปี
จะไม่สามารถ ดู จาก CD4 Vl
เเล้วตัดสินผลเลือดบวก เลือดลบ น่ะครับ

สวัสดีครับ
ทนพ . ทีทำงานวงการ  immunology lab  (Anti-HIV   CD4    HIV-VL   HIV-Drug resistance gene)
Logged
mtbannork
Newbie
*
Posts: 4


View Profile
« Reply #6 on: March 12, 2010, 12:08:18 pm »

การตัดสินเลือดบวก ลบ เอชไอวี
ใช้ Anti-HIV เท่านั้น
ส่วนกรณีใครรีบเเละใจร้อน
อนุโลม ใช้ HIV-NAT  HIV-PCR   มาเสริมกันได้
เเต่ก็ต้องสรุปด้วย Anti-HIV 3 วิธี อยู่ดี

เเต่งานPCR มักจะใช้ใน กรณีคัดกรองเลือดบริจาค มากกว่า
นำมาวินิจฉัย
เพราะการวินิจฉัย ที่เวลา 3 เดือน ด้วย anti-HIV 3 วิธี เเล้ว ยืนยันอีก ที่ 6 เดือน  ที่ 9 เดือน ที่ 12 เดือน
เเล้วผลตรงกันหมด
นั่นแหล่ะบวกจริง เเต่อย่าลืม ต้องทำ 3 วิธี ที่หลักการเตียม ag ในน้ำยานั้นต่างกัน (บางน้ำยาใช้ p24   อีกน้ำยาใช้ gp120  อีกน้ำยาใช้ gp41
อะไรอย่างนี้ ที่ไม่เหมือนกัน เเล้วสอดคล้องผล reactive ตรงกันหมด ก้สรุปเลือดบวกได้ครับ)

ส่วนการ Interferance
ก้มาจาก โรค SLE  Auto immune  สตรีตั้งครรภ์ หรือมี non specific protein ไปรบกวน 

อีกอย่าง น้ำยา rapid test มักไม่ค่อย stable มันควรใช้เเค่วิธีนี้วิธีเดียวมาตัดสิน เด็ดขาด
Logged
chatkup
Newbie
*
Posts: 24


View Profile
« Reply #7 on: May 01, 2010, 11:20:35 am »

- ไปอ่านแนวทางการตรวจ Anti-HIV ระดับชาติ 2550 ครับ ที่งานเอดส์ของ รพ. มีแน่นอนถ้าแลปไม่มี
- เคยมีคนใช้ EDTA plasma แล้ว False pos จางๆ ทั้ง 3 วิธี แล้วออกผล จนเกิดฟ้องร้องมาแล้ว ดังนั้นอย่าใช้นะครับ (กรณีนั้นคือประหยัด ทำ CBC แล้วตรวจ HIV ต่อ)
- บริบท รพ.ชุมชน ทำ ELISA วิธีแรกไม่ได้หรอกครับ จะส่งต่อทุกราย คงไม่ทันการ วิธีแรกที่ดีที่สุดควรใช้ GPA เพราะ sens ดี FP ต่ำ ถ้าบวกแล้วค่อนข้างชัวร์ ไป repeat ต่อไม่มี Neg (ยกเว้นมี contaminate  Tongue)
เราไม่ได้ใช้เพื่อ screen Donor เราใช้วินิจฉัย ต้องชัวร์ก่อนบอกคนไข้นะ  Smiley
- วิธีที่ 2 และ 3 ผมใช้ Determine และ SDBioline ย้ำ SDBioline ไม่ใช่ Bioline เป็น test ดูดี มียี่ห้อ Leaflet มีรายละเอียดครบถ้วน มีเอกสารอ้างอิง
- Determine ไม่ควรใช้เป็นวิธีแรก เพราะเจอ FP หลายครั้ง พอทำวิธีที่ 2 และ 3 เป็น Neg ต้องรายงาน Indeterminate แล้วนัดเจาะใหม่ วุ่นวาย สรุปแล้วคนไข้ไม่เป็น  Embarrassed แต่ใช้เป็นวิธีที่ 2 ดี
- SDBioline ใช้ Ag ต่างจาก Determine ใช้ได้ครับ
Logged
[v]
Newbie
*
Posts: 9


View Profile
« Reply #8 on: July 13, 2010, 01:40:41 pm »

การจะนำเทคโนโลยีดีๆหรือเครื่องที่ทรงประสิทธิภาพมาใช้แก้ปัญหาผมก็ว่าดีเป็นสิ่งที่ถูก แต่คำที่ว่าเทคโนโลยีที่ดีที่สุดของโลกไม่ได้หมายความว่าดีที่สุดสำหรับเรา ก็ยังเป้นจริงกับประเทศเราเสมอ  ผมเดาเอาว่า รพ. จขกท น่าจะเป็น รพ.ขนาดไม่ใหญ่ การจะเปลี่ยนแปลงเครื่องมือราคาแพงคงค่อนข้างยาก(แต่ก็ควรพยายามเสนอเพื่อให้ได้มา) ดังนั้นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยได้นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงเครื่องมือ น้ำยา อุปกรณ์ ตามที่ได้รับคำแนะนำมาแล้วก็คือ Team and processe เช่นการสมมุติ code ความเสียงที่ได้จากการคัดกรองของแพทย์ VL L M H HH เช่นแพทย์คัดกรองแล้ว ระบุ VL แต่ผล +,+,+ (ผลจาก Testที่ sen spec แบบ จขกท)กรณีนี้อย่างน้อยก่อนแจ้งผลผู้ป่วย ทีมทั้งหมดจะต้องได้รับการทวนสอบข้อมูลให้มั่นใจก่อนออกผลและอาจจำเป็นต้อง ส่งตรวจเพิ่มเติม
Logged
bamboo
Newbie
*
Posts: 4


View Profile
« Reply #9 on: August 02, 2010, 03:17:37 pm »

ขอตอบรวบยอดจากที่อ่านมานะครับ
1.หลักเกณฑ์การตรวจคือ ใช้ 3 วิธีที่มีหลักการต่างกัน หรือมี แอนติเจนต่างกันก็ได้ ดังนั้นขอให้ดูทั้งสามวิธีที่
ใช้ตรวจว่ามีแอนติเจนต่างกันหรือป่าว เพราะที่สังเกตุคือใช้หลักการเดียวกัน
2.วิธีแรกต้องเป็นวิธีที่ไวมากสุด SENSITIVITY มากสุด ทางอีสานจะใช้ ซีโรเดีย เป็นหลักการ GPA สามารถใช้ได้ครับ
3.ทำตามข้างบนก็สามารถรายงานผลได้แล้วครับ
ตอบส่วนที่ส่ง CD4 ,VIRAL LOAD เค้าไม่ดูค่าปกติ เพราะคนที่ส่งตรวจนั้นแสดงว่าเป็นแล้วคนปกติไม่ตรวจครับ  CD4 ดูว่าน้อยกว่า 200 ป่าว ถ้าน้อยจะให้ยา ส่วน VIRAL LOAD ดูว่าดื้อยาป่าว ถ้ามากกว่า 20000 ก๊อปปี้ จะเปลี่ยนสูตรยา ครับ ดังนั้นที่บอกว่าปกตินั้นดูอย่างไรครับอันนี้ไม่ทราบจริงๆ
Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
Jump to:  


Login with username, password and session length

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.7 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC Valid XHTML 1.0! Valid CSS!